อาการคนท้อง สัปดาห์ที่ 20 ความเปลี่ยนแปลง พร้อมคำแนะนำดีๆ

อาการคนท้องสัปดาห์ที่ 20

ในตอนนี้อายุครรภ์ก็เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 แล้ว ว่าที่คุณแม่หลายๆคนก็เริ่มฟื้นตัวกลับมามีแรงมากขึ้น เพราะอาการแพ้ท้องก็แทบจะไม่มีแล้ว ส่วนของหน้าท้องก็ยังไม่โตมากสักเท่าไหร่ ที่สำคัญเป็นช่วงที่เราจะได้ทราบเพศของลูกเราได้แบบแม่นยำแล้ว ส่วนของลูกน้อย ก็จะเริ่มมีการขยับ ทั้งการพลิกตัว การเตะสัมผัสหน้าท้อง ว่าที่คุณแม่จะรู้สึกได้ชัดเจนมากขึ้น เรามาดูกันว่า อาการคนท้องสัปดาห์ที่ 20 จะมีอะไรกันบ้าง

พัฒนาการต่างๆในสัปดาห์ที่ 20

1. ผิวหนัง : เริ่มหนาขึ้นแล้ว ที่ตัวจะมีไขขาวๆเคลือบอยู่อีกชั้น และมีขนอ่อนปกคลุมผิวหนังอยู่
2. ศีรษะ : เริ่มมีฝนขึ้นมาบ้างแล้ว
3. กล้ามเนื้อ : เริ่มมีเรี่ยวมีแรงมากขึ้นจากการเคลื่อนไหวต่างๆให้คุณแม่ได้รู้สึกกัน

เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับสัปดาห์ที่ 20

1. คุณหมออาจมีการตรวจเพิ่มเติมในหลายๆอย่าง เช่น การตรวจหัวใจ เพื่อติดตามการเจริญเติบโตว่ามีพัฒนาการไปอย่างเหมาะสมหรือไม่ หรือตรวจการทำงานของรก เป็นต้นโดยในระหว่างตั้งครรภ์นี้ หัวใจกับปอดของคุณแม่ก็จะทำงานหนักกว่าปกติ เพราะต้องส่งออกซิเจนไปเลี้ยงให้ทั่วร่างกาย อาจทำให้รู้สึกหายใจไม่สะดวก ติดขัดไปบ้างในตอนที่มดลูกขยายตัวขึ้นไปดันปอด ก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจแต่อย่างไรก็ตามหากมีความกังวลก็สามารถปรึกษาแพทย์ได้
2. ในส่อนของหน้าท้องก็จะเริ่มโตขึ้นบ้าง ถึงจะยังไม่มาก แต่ก็ทำให้รู้สึกคันได้ แถมน้ำหนักก็จะขึ้นไปแบบพรวดพราดเลย ตรงนี้แนะนำให้หาครีมทาเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าท้องจะได้แก้คันและควรหาเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายไม่รัดจนเกินไป
3. ในส่วนของอาหาร ก็ควรเน้นต่อไปเหมือนเดิม ให้ครบถ้วนถูกหลักกันไป ส่วนที่เน้นก็คือ ธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์หรือผักใบเขียว หรือการรับประทานวิตามินซีในน้ำส้ม น้ำมะนาวหรือน้ำฝรั่งก็ตาม ก็จะเป็นการช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้มากขึ้นไปอีก
4. หากคุณแม่เป็นผู้ที่ทานมังสวิรัติ หรืออาหารเจ แนะนำให้รับประทานอาหารเสริมเกี่ยวกับพวก วินามินรวม แร่ธาตุต่างๆที่จำเป็นต่อการตั้งครรภ์ให้เพียงพอด้วย และที่สำคัญที่สุดคือโอเมก้า 3 โดยส่วนนี้สามารถปรึกษาแพทย์ที่ดูแลได้เลย

ก็จบกันไปแล้วกับสัปดาห์นี้ ก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีทั้งมากและน้อยปะปนกันไป ว่าที่คุณแม่หลายๆคนก็คงพอจะปรับตัวกันได้แล้ว ก็เหลืออีกไม่ถึงครึ่งทางเราก็จะได้เป็นคุณแม่เต็มตัวกัน อะไรที่ทำได้ก็ควรรีบๆเสริมรีบๆทำ แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรสอบถามแพทย์ที่ดูแลครรภ์ก่อนเพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และคุณลูกนะคะ

Posted in ถาม-ตอบ.