อาการคนท้อง 8 สัปดาห์ เป็นอย่างไร มาดูกัน

อาการคนท้อง 8 สัปดาห์ แพ้ท้อง? กินอะไรดี?

อาการคนท้อง 8 สัปดาห์

เมื่ออายุครรภ์ผ่านไปจนเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 หรือประมาณ 2 เดือนแรก ช่วยนี้ทารกในครรภ์จะมาพัฒนาการที่เร็วมากๆ เพราะมากกว่าเดือนแรกถึง 4 เท่าเลยทีเดียว เราลองมาดูกันว่า อาการคนท้อง 8 สัปดาห์ ทั้งทารกและว่าที่คุณแม่ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และควรเตรียมตัวกันอย่างไร

พัฒนาการของทารกในช่วง 8 สัปดาห์

- ด้านร่างกาย : ในส่วนของศีรษะยังโตขึ้นไม่มาก ส่วนลำตัวนั้นจะมีความยาวประมาณ 2.3 cm. และน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 3 กรัมเท่านั้น ส่วนของแขนขา ก็เริ่มที่จะแยกให้เห็นชัดเจนขึ้นมาบ้างทั้ง นิวมือ ข้อมือและข้อศอก และสุดท้ายในส่วนของใบหน้า ก็เริ่มมีพัฒนาการให้เห็นเค้าโครงได้บ้างแล้ว สามารถมองเห็นลูกตาดำรางๆ รวมถึงจมูก หู และริมฝีปากด้วยเช่นกัน
- ด้านผิวหนัง : เริ่มแบ่งเป็น 2 ชั้นแล้ว และมีการพัฒนาการของต่อมต่างๆเช่น ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมันเป็นต้น และยังเริ่มมีขนงอกออกมาจากรูขุมขนด้วยแล้ว
- ด้านอวัยวะภายใน : ถึงตอนนี้ ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งหมดแล้ว รวมถึงมีการพัฒนาโครงสร้างหลักใหญ่ๆของอวัยวะอื่นๆอีกด้วย
- ด้านของหัวใจ : อัตราการเต้นของหัวใจของทารกในตอนนี้จะเต้าค่อนข้างเร็ว และจะเร็วกว่าคุณแม่ประมาณ 2 เท่า ก็คือประมาณ 140-150 ครั้งต่อนาที

ว่าที่คุณแม่ อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ควรทำอย่างไรบ้าง

- การแพ้ท้อง : ในช่วงนี้ ว่าที่คุณแม่บางคนจะมีอาการแพ้ท้องหนักมาก ไม่ว่าจะเป็น คลื่นไส้ เวียนศีรษะ อาเจียน เหม็นบางสิ่งบางอย่าง อารมแปรปรวน เหนื่อยง่าย โดยบางคนอาจมีแค่บางอาการ แต่บางคนก็เป็นเกือบหมดทุกอาการเลย ก็ถือว่าจะเหนื่อยหน่อย แนะนำให้พยายามพักผ่อนเยอะๆ ดื่มน้ำมากหน่อย และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรกๆ และเลี่ยงบรรยากาศที่จะทำให้หงุดหงิด ก็พอจะช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องไปได้บ้าง
- การออกกำลังกาย : ช่วง 8 สัปดาห์นี้ก็ยังควรงดเอาไว้ก่อน เช่นเดียวกับในช่วงแรกๆ รวมถึงการทำงานหนักๆด้วย เพราะยังเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการแท้งได้ง่ายอยู่ และในว่าที่คุณแม่บางรายอาจมีอาการตกขาวมากกว่าปกติหรือมีเลือดออกมาบ้าง แนะนำว่าไม่ควรหาซื้อยามากินเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งที่จะกินยาอะไร เพื่อให้คุณหมอแนะนำยาได้ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด

คนท้อง 2 เดือนควรทานอะไร

- โฟเลท : ยังควรต้องทานต่อเนื่องต่อไป เพราะเป็นตัวที่ขาดไม่ได้ ซึ่งส่วนมากคุณหมอก็จะให้วิตามินแบบเม็ดมาเสริมให้อยู่แล้ว
- โอเมก้า 3 : เป็นสารที่มีอยู่ในเนื้อปลาทะเลและถั่วต่างๆ เพราะในช่วงนี้เป็นช่วงที่ทารกกำลังพัฒนาทั้งสมอง ระบบประสาทและไขสันหลัง
- แคลเซียม : ตัวนี้ทุกคนน่าจะพอทราบอยู่แล้วว่าสำคัญอย่างไร คุณแม่ควรได้รับประมาณ 700-800 มิลลิกรัมต่อวัน โดยมีอยู่ใน ปลา นม ไข่ แนะนำว่าควรกินหลายๆอย่าง ไม่ควรเน้นอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป และอย่าลืมออกไปรับวิตามินดี จากแสงแดดในยามเช้าด้วยก็จะดีมากๆ
- วิตามินบี 2 : มีความจำเป็นต่อเอนไซม์ต่างๆในร่างกาย ช่วยให้การเผาผลาญทำงานได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกด้วย ในขณะเดียวกัน ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและรสจัดไปด้วยพร้อมๆกัน

ก็จบลงไปแล้วกับ อาการคนท้อง 8 สัปดาห์ รวมถึงสิ่งที่ควรทำ ควรเลือกหามาทานกัน ส่วนข้อสงสัยต่างๆทั้งด้านอาการและด้านการรับประทานนั้น ไม่ควรทดลองด้วยตนเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลครรภ์จะดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยของทั้งว่าที่คุณแม่และของลูกน้อยด้วย

อาการคนท้องสัปดาห์ที่ 20 เป็นยังไง ไปดูกัน

อาการคนท้อง สัปดาห์ที่ 20 ความเปลี่ยนแปลง พร้อมคำแนะนำดีๆ

อาการคนท้องสัปดาห์ที่ 20

ในตอนนี้อายุครรภ์ก็เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 แล้ว ว่าที่คุณแม่หลายๆคนก็เริ่มฟื้นตัวกลับมามีแรงมากขึ้น เพราะอาการแพ้ท้องก็แทบจะไม่มีแล้ว ส่วนของหน้าท้องก็ยังไม่โตมากสักเท่าไหร่ ที่สำคัญเป็นช่วงที่เราจะได้ทราบเพศของลูกเราได้แบบแม่นยำแล้ว ส่วนของลูกน้อย ก็จะเริ่มมีการขยับ ทั้งการพลิกตัว การเตะสัมผัสหน้าท้อง ว่าที่คุณแม่จะรู้สึกได้ชัดเจนมากขึ้น เรามาดูกันว่า อาการคนท้องสัปดาห์ที่ 20 จะมีอะไรกันบ้าง

พัฒนาการต่างๆในสัปดาห์ที่ 20

1. ผิวหนัง : เริ่มหนาขึ้นแล้ว ที่ตัวจะมีไขขาวๆเคลือบอยู่อีกชั้น และมีขนอ่อนปกคลุมผิวหนังอยู่
2. ศีรษะ : เริ่มมีฝนขึ้นมาบ้างแล้ว
3. กล้ามเนื้อ : เริ่มมีเรี่ยวมีแรงมากขึ้นจากการเคลื่อนไหวต่างๆให้คุณแม่ได้รู้สึกกัน

เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับสัปดาห์ที่ 20

1. คุณหมออาจมีการตรวจเพิ่มเติมในหลายๆอย่าง เช่น การตรวจหัวใจ เพื่อติดตามการเจริญเติบโตว่ามีพัฒนาการไปอย่างเหมาะสมหรือไม่ หรือตรวจการทำงานของรก เป็นต้นโดยในระหว่างตั้งครรภ์นี้ หัวใจกับปอดของคุณแม่ก็จะทำงานหนักกว่าปกติ เพราะต้องส่งออกซิเจนไปเลี้ยงให้ทั่วร่างกาย อาจทำให้รู้สึกหายใจไม่สะดวก ติดขัดไปบ้างในตอนที่มดลูกขยายตัวขึ้นไปดันปอด ก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจแต่อย่างไรก็ตามหากมีความกังวลก็สามารถปรึกษาแพทย์ได้
2. ในส่อนของหน้าท้องก็จะเริ่มโตขึ้นบ้าง ถึงจะยังไม่มาก แต่ก็ทำให้รู้สึกคันได้ แถมน้ำหนักก็จะขึ้นไปแบบพรวดพราดเลย ตรงนี้แนะนำให้หาครีมทาเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าท้องจะได้แก้คันและควรหาเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายไม่รัดจนเกินไป
3. ในส่วนของอาหาร ก็ควรเน้นต่อไปเหมือนเดิม ให้ครบถ้วนถูกหลักกันไป ส่วนที่เน้นก็คือ ธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์หรือผักใบเขียว หรือการรับประทานวิตามินซีในน้ำส้ม น้ำมะนาวหรือน้ำฝรั่งก็ตาม ก็จะเป็นการช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้มากขึ้นไปอีก
4. หากคุณแม่เป็นผู้ที่ทานมังสวิรัติ หรืออาหารเจ แนะนำให้รับประทานอาหารเสริมเกี่ยวกับพวก วินามินรวม แร่ธาตุต่างๆที่จำเป็นต่อการตั้งครรภ์ให้เพียงพอด้วย และที่สำคัญที่สุดคือโอเมก้า 3 โดยส่วนนี้สามารถปรึกษาแพทย์ที่ดูแลได้เลย

ก็จบกันไปแล้วกับสัปดาห์นี้ ก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีทั้งมากและน้อยปะปนกันไป ว่าที่คุณแม่หลายๆคนก็คงพอจะปรับตัวกันได้แล้ว ก็เหลืออีกไม่ถึงครึ่งทางเราก็จะได้เป็นคุณแม่เต็มตัวกัน อะไรที่ทำได้ก็ควรรีบๆเสริมรีบๆทำ แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรสอบถามแพทย์ที่ดูแลครรภ์ก่อนเพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และคุณลูกนะคะ

นับวันไข่ตก ยังไงไม่ให้ท้อง พร้อมตัวอย่างการนับ

นับวันไข่ตก ยังไงไม่ให้ท้อง ได้ผลจริงหรือไม่

นับวันไข่ตก

การนับวันไข่ตกของสาวๆนั้น หลายๆคนก็จะใช้นับเพื่อการมีเพศสัมพันธุ์แบบไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ และอีกหลายๆคนก็ใช้นับเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ ฉะนั้นการ นับวันไข่ตก มีผลดีทั้งสองด้าน อยู่ที่ความต้องการของเราว่าต้องการผลแบบไหน ทั้งยังช่วยให้คุณผู้หญิงเตรียมตัวรับมือกับรอบเดือนที่จะมาถึงได้ เช่นการพกผ้าอนามัย เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม การนับวันไข่ตกก็มีความเสี่ยงที่อาจไม่ตรงได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับสุขภาพ ความเครียด ความแข็งแรงทางกาย ณ เวลานั้นๆด้วยว่าปกติมากน้อยเพียงใด เราไปดูกันว่าจะนับกันอย่างไร

วิธีนับวันไข่ตก แบบเข้าใจง่าย

ตามปกติแล้ว การตกไข่จะเกิดขึ้นประมาณเดือนละ 1 ครั้ง หรือทุกๆ 28 วัน ถ้าประจำเดือนของใครมาเป็นปกติ ตรงตลอดทุกเดือน การนับวันไข่ตกก็จะตรงมากยิ่งขึ้น ตรงข้ามกับผู้ที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ การนับวันไข่ตกก็จะยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย โดยการนับก็ง่ายมากๆ โดยเริ่มนับจากวันแรกที่ประจำเดือนมาเป็นวันที่ 1 นับต่อไป 14 วัน เพียงง่ายๆเท่านี้ก็จะคำนวณได้ แต่ก็เป็นเพียงการกะระยะเท่านั้น เพราะแน่นอนว่าในผู้หญิงแต่ละคนรอบเดือนจะไม่ได้มาทุกๆ 28 วัน แต่อาจจะมีคลาดเคลือนไปบ้าง อาจจะช้าหรือเร็วกว่าปกติ 2 วัน ฉะนั้นวันไข่ตกจะอยู่ที่ 12-16 วันนับจากวันแรกที่ประจำเดือนมา

นับวันไข่ตกยังไงไม่ให้ท้อง

หลายคนคงเคยได้ยินทฤษฎี หน้า 7 หลัง 7 มาไม่มากก็น้อย เราจะมาดูกันว่าความหมายคืออะไร โดยการยกตัวอย่างให้ดูซักหน่อย สมมุติว่า ประจำเดือนวันแรกมาวันที่ 2 ของเดือนให้นับไปหาวันไข่ตกก่อนเลย คือ +14 ก็จะเป็นวันที่ 16 ของเดือนเดียวกัน จะนั้นให้นำไป -7 และ +7 ก็จะได้เป็นวันที่ 9 และ 23 ฉะนั้นระยะปลอดภัยจะอยู่ที่ ก่อนวันที่ 9 และหลังวันที่ 23 ไปเลย วิธีนี้จะใช้ได้กับผู้ที่มีประจำเดือนมาอยู่เป็นปกติมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8-12 เดือนจึงจะถือว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็ไม่ได้ 100% ที่จำไม่ตั้งครรภ์เพราะวันตกไข่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสุขภาพและความเครียดด้วย แต่ก็ช่วยให้กะระยะได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามวิธีนี้ก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์อยู่ไม่น้อย จึงควรใช้ควบคู่กับถุงยางอนามัยหรือยาคุมกำเนิดร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าจะไม่เกิดการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม

อาการที่บ่งบอกถึงการตกไข่

การ นับวันไข่ตก ก็มีส่วนช่วยระดับหนึ่งแล้ว เรามาดูอาการในวันไข่ตกกันว่าจะมีอาการอย่างไรบ้าง

1. ที่ปากมดลูกมีเมือกหรือมูก ใสๆลื่นๆ คล้ายกับไข่ดาวดิบ หากมีมากและเป็นมูกที่เหนียวก็ถือเป็นสัญญาณว่าวันนั้นๆคือวันไข่ตกของคุณ

2. อารมณ์ทางเพศเพิ่มสูงขึ้น ผู้หญิงหลายๆคนคงจะรู้สึกได้ว่าในบางวันก็มีอารมณ์ทางเพศแบบหาสาเหตุไม่ได้ จริงๆแล้วเป็นเรื่องธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพื่อช่วยในการสืบพันธุ์และการดำรงค์อยู่ของมนุษย์ แต่การสังเกตด้วยวิธีนี้ก็ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะในแต่ละวันอาจเกิดความเครียดหรือปัจจัยต่างๆทำให้ลดอารมณ์ทางเพศไปได้

3. อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น อุณหภูมิในร่างกายจะลดลงจนถึงจุดต่ำสุดช่วงก่อนไข่ตกประมาณ 12-24 ชั่งโมง หลังจากนั้นอุณหภูมิสูงขึ้นทันที 0.5 องศาเซลเซียส เมื่อไข่ตก การวัดอุณหภูมิควรวัดหลังจากตื่นนอนทันที แบบไม่ควรลุกออกจากเตียงก่อนวัดทำทุกวัน 1 เดือนก็จะสามารถคำนวณวันคร่าวๆได้

ตัวอย่างการ นับวันไข่ตกเพิ่มเติม

ตัวอย่าง ประจำเดือนมาวันแรกวันที่ 26 มิถุนายน

วิธีทำ จากวันที่ 26 มิ.ย. บวกไป 14 วัน จะตรงกับวันที่ 9 ก.ค. (เริ่มนับวันที่ 26 เป็นวันที่ 1) จากนั้นให้ -7 และ +7 จะตรงกับวันที่ 2 ก.ค. กับ 16 ก.ค. แต่วันตกไข่อาจคลาดเคลื่อนได้ 2 วันจึงควรบวกหน้าหลังไปอีก 2 ก็คือจะเป็นก่อน 30 มิ.ย. และหลัง 18 ก.ค. นั่นเอง

ก็จบไปแล้วกับการ นับวันไข่ตก อย่าลืมว่าสามารถใช้ได้ผู้ที่มีประจำเดือนมาอย่างสม่ำเสมอมาไม่ต่ำกว่า 8 เดือนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ไม่ 100% อยู่ดี อย่างไรก็ควรจะใช้การป้องกันที่วิธีอื่นๆควบคู่ไปด้วยเพื่อความปลอดภัยที่มากยิ่งขึ้น

7 สารอาหารคนท้อง ควรทานในระหว่างตั้งครรภ์

7 อันดับ อาหารคนท้อง ควรทานในระหว่างตั้งครรภ์

อาหารคนท้อง

เมื่อว่าที่คุณแม่ตั้งครรภ์ แน่นอนว่าอาหารที่กินเข้าไปจะถูกส่งไปให้มารกในครรภ์ด้วย ฉะนั้นจึงควรกินอาหารที่ช่วยบำรุงทารกในครรภ์และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ควรกินหรืออาหารที่ส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ เพราะหากว่าที่คุณแม่ทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์เข้าไป อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยได้ เราจึงมาแนะนำ อาหารคนท้อง ที่ว่าที่คุณแม่ควรทานเป็นประจำ เพราะมีประโยชน์โดยตรงต่อคุณแม่เองและทารกด้วย

7 อันดับ อาหารคนท้อง ควรทานในระหว่างตั้งครรภ์

1. โปรตีนทั้งจากเนื้อสัตว์หรือถั่ว

โปรตีนเป็นสารอาหารอย่างหนึ่ง ที่ถือว่าสำคัญมากสำหรับคนท้อง เพราะมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสมองทารก ทั้งยังจำเป็นในการสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและต้านทานโรคต่างๆให้ทารกและคุณแม่แข็งแรง ส่วนอาหารที่มีโปรตีนสูงที่หาได้ง่ายๆก็จะได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด ไข่ อาหารทะเลต่างๆ เป็นต้น

2. ผักผลไม้ที่มีโฟเลตสูง

โดยโฟเลตมีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์สมอง ระบบประสาทและไขสันหลัง ให้กับทารกในครรภ์ของคุณ ดังนั้นจึงควรกินอาหารที่มีโฟเลตให้เพียงพอต่อการใช้งาน เพื่อป้องกันและลดโอกาศเกิดความผิดปกติของไขสันหลังและสมองของลูกน้อย ส่วนของแหล่งอาหารที่มีโฟเลตสูงก็ยกตัวอย่างเช่น ผักใบเขียวแทบทุกชนิด บร็อกโคลี่ แคนตาลูป คะน้า เป็นต้นและด้วยความหลากหลายของผักชนิดต่างๆ คุณสามารถนำมาทำเป็นเมนูน่ารับประทานได้มากมายโดยไม่เบื่อแน่นอน

3. อาหารที่มีธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กก็ถือเป็นอีกสารอาหารที่จำเป็นไม่น้อย เพราะสามารถช่วยสร้างภูมิต้านทาน ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง หากขาดธาตุนี้ไปจะส่งผลไม่ดีหลายอย่างเช่น ระบบภูมิคุ้มกัน อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย คุณแม่จึงควรทานให้มากพอ โดยธาตุเหล็กจะได้จาก เนื้อแดง ไข่แดง ตับ ขนมปังโฮลวีท ผักโขม เป็นต้น

4. ปลาทะเลหรือนมที่มี DHA สูง

DHA ก็ถือเป็นสารอาหารที่สำคัญไม่แพ้สารอื่นๆ เพราะช่วยในเรื่องของพัฒนาการสมองของทารก โดยควรกินปลาทะเลอย่างน้อยๆสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งหรือจะดื่มนมที่มีส่วนผสมของดีเอชเอ อย่างของ enfa หรือยี่ห้ออื่นๆก็ได้เช่นกัน

5. ไอโอดีนจากอาหารทะเล

ตัวคาร์โบไฮเดรตนี่มีส่วนสำคัญต่อ พัฒนาการของสมองและระบบประสาทของลูกน้อย เพราะการขาดไอโอดีนไป จะเป็นสาเหตุที่ทำให้สติปัญญาไม่สมบูรณ์และโรคสมองเสื่อมได้ โดยแหล่งอาหารที่มีไอโอดีนเยอะได้แก่ อาหารทะเลแทบทั้งหมด เช่น ปลาหมึก หอย กุ้งทะเล ปูทะเล หรือแม้กระทั้งสาหร่ายทะเล เป็นต้น

6. ทานสมุนไพรต่างๆ

สมุนไพรไทยหลายๆชนิดก็ส่งผลดีต่อคนท้องไม่มากก็น้อย แต่ก็อาจไม่ใช่ทุกชนิดที่ส่งผลดี ควรเลือกกินเป็นอย่างๆไป แต่ที่แนะนำก็คือ ขิง มะนาว ที่จะช่วยให้คุณแม่ลดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ ลงไปได้บ้าง หรืออย่างหอมแดง ก็มีส่วนช่วยในการป้องกันไข้หวัด หรือกระเทียมจะช่วยลดความดันโลหิต และน้ำตาลในเลือดได้ดี เป็นต้น ส่วนของสมุนไพรอื่นๆก็มีประโยชน์ต่างกันไป หากไม่มั่นใจสามารถปรึกษาแพทย์ที่ฝากครรภ์ก่อนลองรับประทานได้เลย

7. อาหารที่มีแคลเซียมสูง

อันนี้แน่นอน ทุกคนคงทราบกันอยู่แล้วว่าแคลเซียมมีความจำเป็นต่อลูกน้อยของเราแค่ไหน เพราะสำคัญมากๆในการสร้างกระดูก และฟันรวมถึงยังสำคัญต่อตัวคุณแม่เองอีกด้วยเพราะ ต้องเสียแคลเซียมที่สะสมอยู่ในร่างกายไปให้กับลูกน้อย ฉะนั้นว่าที่คุณแม่ควรรับประทานแคลบเซียมให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุนกับตัวคุณแม่เองในอนาคตอีกด้วย แหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูงเช่น ปลาตัวเล็ก ผักคะน้า ใบยอ นม เป็นต้น

ครบไปแล้วกับ 7 สารอาหารที่คนท้องควรได้รับ แต่ก็อย่าลืมว่าในแต่ละมื้อการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็สำคัญไม่แพ้กัน ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลักๆเลยก็คือ แอลกอฮอล์ อาหารที่ไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์ อาหารดิบต่างๆ รวมถึงถั่วลิสง ด้วย เหล่านี้ล้วนส่งผลที่ไม่ดีไปสู้ทารกด้วยกันทั้งสิ้น ฉะนั้น เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง

8 ข้อห้ามคนท้อง

8 ข้อห้ามคนท้อง ควรไม่ทำหรือหลีกเลี่ยง

ข้อห้ามคนท้อง

แน่นอนว่าเมื่อตั้งครรภ์แล้วการดูแลตัวเองของคุณแม่ย่อมส่งผลไปถึงลูกในท้องไม่มากก็น้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่คุณแม่จะต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อให้ลูกน้อยในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีในด้านต่างๆอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดก่อนคลอด ข้อห้ามคนท้อง ทั้ง 10 ข้อนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญโดยอ้างอิงเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยไม่เกี่ยวข้อกับความเชื่อแต่อย่างใด

9 ข้อห้ามคนท้อง ที่ควรระวัง

1. ห้ามสูบบุหรี่และดื่มแอลกอร์ฮอร์ : อันนี้หมายรวมถึงการสูบสารเสพติดอื่นๆด้วยทั้งหมด เพราะจะส่งผลกระทบโดยตรงกับการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ ในส่วนเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอร์ ทั้งหมดส่งผลกระทบต่อลูกในท้องแน่นอน สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นมีหลายข้อด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาการที่ช้าลงกว่าปกติ หรือ มีโอกาศคลอดก่อนกำหนดสูงกว่าคนอื่นๆ และยังส่งผลไปถึงหลังคลอดด้วย ทารกอาจมีโอกาศความผิดปกติได้

2. ห้ามรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ : อันนี้ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรปฏิบัติอยู่แล้วไม่ว่าจะตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ ยิ่งเมื่อตั้งครรภ์ อาหารที่กินเข้าไปส่งผลถึงลูกน้อยโดยตรงทันที ก็ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ หลักๆที่ไม่ควรทานเลยได้แก่ อาหารที่มีรสจัด ไม่ว่าจะเป็น เผ็ด เค็ม หวาน มัน หรืออาหารที่สุกๆดิบๆ รวมถึงของหมักของดอง และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนต่างๆด้วยก็ควรหลีกเลี่ยงให้ได้เป็นดีที่สุด

3. ห้ามเครียด : ข้อนี้ก็เช่นกัน ความเครียดส่งผลกระทบต่อทุกๆคนไม่ว่าจะตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อตั้งครรภ์ จึงส่งผลไปถึงลูกน้อยของคุณด้วยและถือว่าค่อนข้างร้ายแรงไม่น้อย ทำให้มีโอกาศไม่ดีต่างๆเกิดขึ้นได้ เช่น มักคลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ลูกน้อยมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคสมาธิสั้นและโรคในกลุ่มออทิสติกเป็นต้น และอาจส่งผลถึงสภาพจิตใจและการปรับตัวทางสังคมอีกด้วย

4. ห้ามอบไอน้ำ หรืออบซาวหน้า : คุณแม่หลายๆคนที่ชอบทำกิจกรรม 2 อย่างนี้ควรระวัง เพราะความร้อนจะทำให้ร่างกายของคุณแม่ ขาดน้ำและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ส่งผลให้เลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น ทำให้เส้นเลือดอุดตัน เลือดจึงไปเลี้ยงที่ทารกได้น้อยลง โดยผลกระทบอาจรุนแรงถึงขั้นแท้งได้เลยทีเดียว

5. ห้ามลดน้ำหนัก : การตั้งครรภ์ อย่างหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรูปร่างที่ต้องเปลี่ยนไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว คุณแม่บางคนอาจจะไม่พอใจกับรูปร่างและน้ำหนักของตนเองระหว่างตั้งครรภ์ แต่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะลดน้ำหนักหรืออดอาหาร เพราะจะทำให้ลูกในครรภ์พัฒนาได้ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรหรืออาจส่งผลให้คลอดก่อนกำหนดได้เลย แต่การที่ทานมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดีเพราะก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้เช่นกัน ดังนั้นการกินแต่พอดีให้ครบทั้ง 5 หมู่ และทานยาบำรุงตามที่คุณหมดแนะนำถือเป็นเรื่องดีที่สุด น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาหลังจากคลอดสามารถลดลงได้จากการให้นมบุตรและการดูแลตัวเองที่ดี เท่านี้คุณแม่ก็จะกลับมาหุ่นดีได้ดังเดิมแล้ว

6. ห้ามยืนหรือนอน นานๆ : คุณแม่ที่ตั้งครรภ์และมีอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป การยืนหรือนอนเป็นเวลานอนๆจะทำให้ปวดหลังได้ง่าย ทั้งยังทำให้ขาและเท้าบวมมากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมอีกด้วย หรือหากนอนนานๆน้ำหนักครรภ์ที่มีมากนั้นก็จะส่งผลการกดทับลงมาที่กระเพาะอาหารและลำไส้ เกิดการจุกเสียด แน่นท้องหรือไปกดทับเส้นเลือดทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เกิดการหน้ามืดเป็นลมได้ จึงควรเปลี่ยนท่าทุกๆ 1-2 ชั่วโมงหรือยืดเส้นยืดสายบ่อยๆก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

7. ห้ามออกกําลังกายรุนแรง : หากต้องการออกกำลังกายในขณะตั้งครรภ์ ควรออกเพียงเบาๆ อย่าหักโหมหรือรุนแรงและไม่ควรทำต่อเนื่องนานๆหรือเกิน 30 นาที เพราะจะทำให้ร่างกายมีความร้อนสูงจนเกินไปส่งผลต่อลูกในครรภ์ได้ และระหว่างที่ออกกำลังกายควรพักดื่มน้ำทุกๆ 10-15 นาทีด้วย แต่สำหรับบางคนที่ร่างกายแข็งแรงมากๆก็อาจจะออกกำลังกายได้มากกว่าคนทั่วไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรปรึกษาหมอที่ดูแลครรภ์และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพราะคุณแม่แต่ละคนความแข็งแรงของร่างกายไม่เท่ากัน

8. ห้ามทานยาพร่ำเหรื่อ : ช่วยที่ควรระวังมากที่สุดคือช่วง 3 เดือนแรก เพราะถึงแม้ยาจะช่วยรักษาโรค แต่ในตัวยาก็มีสารต่างๆอยู่ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ ใน 3 เดือนแรกนั้นมีความอันตรายสูงสุด เพราะตัวยาบางตัวส่งผลให้เด็ก เจริญเติบโตช้า แขนขาพิการ หรือเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ได้เลย ยาที่ต้องระวังมีหลากหลายชนิด ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาคุณหมอที่ดูแลครรภ์ก่อนจะทานยาต่างๆ ไม่ควรซื้อมาทานเองเป็นอย่างยิ่ง

9. ห้ามดื่มนมเกินวันละ 1 แก้ว : ข้อนี้หลายๆคนคงจะสงสัยว่าการดื่มนมมากๆ ก็เป็นการช่วยเสริมแคลเซียมให้กับลูกในครรภ์ไม่ใช่หรือ แต่อย่าลืมว่าในนมมีส่วนผสมอื่นๆอีกด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อทานเข้าไปมากๆก็จะส่งผลเสียต่อทารกด้วยเช่นกัน จึงควรดื่มเพียงวันละ 1 แก้วก็พอ หากต้องการเสริมแคลเซียมให้กับลูกน้อยให้ไปเสริมจากอาหารชนิดอื่นๆแทน จะส่งผลดีและเป็นประโยชน์มากกว่า และการดื่มนมมากไปอาจส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงการแพ้โปรตีนในนมวัวของลูกได้

นี่คือ 9 ข้อห้ามคนท้องที่ไม่ง่ายเลย แต่หากใจเราได้ ก็ถือว่าไม่ได้ยากจนเกินไปเพราะแต่ละข้อเป็นเรื่องทั่วๆไปเพียงแค่ต้องปฏิบัติอย่างมีวินัยเท่านั้น

อาการคนท้องแต่ละเดือน เป็นอย่างไรบ้าง

อาการคนท้องแต่ละเดือน มีอะไรบ้าง มาดูกัน

อาการคนท้องแต่ละเดือน

ตรวจสอบ อาการคนท้องแต่ละเดือน เช็คเพื่อความชัวร์ได้ง่ายๆด้วยตัวคุณเอง การตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่วิเศษสำหรับคุณแม่และคุณพ่อทุกคน เชื่อว่าหลายๆคนเฝ้ารอวันที่ได้รับข่าวดีแบบนี้ บางคนอยากท้องแต่ไม่ติดสักที และเฝ้ารอลุ้นว่าเมื่อไหร่กันน้อ บางทีมีอาการเหมือนแต่มันดันไม่ใช่ ดังนั้นบทความนี้จะขอมาบอก อาการคนท้องอย่างครบถ้วนให้ทราบและหายสงสัยกันว่า เป็นแบบนี้นั้น ดิฉันตั้งตรรภ์จริงๆใช่ไหม

อาการคนท้องเป็นอย่างไรเช็คเพื่อเตรียมความพร้อม

สำหรับอาการของคนท้องนั้นจะมีลักษณะที่แสดงออกมาที่แตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ หนึ่งเดือนไปจนถึง9เดือน ซึ่งอาการต่างๆมีดังต่อไปนี้

ช่วง1เดือนแรก ในช่วงนี้นั้นอาการของหลายๆคนยังไม่แสดงออกมา ซึ่งในบางท่านอาจจะยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าตนเองนั้นกำลังมีบุตรฝังอยู่ในท้อง แต่ในบางรายอาจจะมีอาการแพ้ท้องเล็กๆน้อยๆแสดงออกมาได้ เช่นอาการปวดหัว มึนหัว คลื่นไส้อาเจียรต่างๆ ซี่งหากว่าท่านรู้ตัวว่ามีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกันแล้วมีลักษณะอาการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นกับตนเองละก็ ให้รีบตรวจทันที โดยอาจจะซื้อเครื่องตรวจครรภ์ชนิดต่างๆมาตรวจ ซึ่งมีทั้งแบบหยอด แบบจุ่ม แต่หากไม่แน่ใจก็อาจจะไปพบแพทย์เพื่อทราบผลที่แท้จริงก็ได้ค่ะ

อาการคนท้องเดือนที่ 2 ช่วงเดือนนี้นั้นหากใครที่ไม่มีอาการแพ้ท้องในเดือนที่1ก็อาจจะมาแสดงอาการให้เห็นในเดือนนี้ก็เป็นได้ ซึ่งในช่วงนี้ คุณแม่มักจะมีอาการเหม็นกลิ่นอาหารบางอย่างที่ปกติแล้วจะไม่เหม็น และเมื่อเหม็นแล้วอาจจะเกิดอาการอยากจะอาเจียรออกมา ทำให้กินอะไรได้ยาก กินไม่ค่อยลง เพียงแต่ยกเว้นของเปรี้ยวเท่านั้นที่จะมีความอยากในการทานเพิ่มขึ้น ในเรื่องของอารมณ์ก็จะมีความผิดปกติ จะขึ้นๆลงๆเหมือนกับช่วงที่ประจำเดือนมา หงุดหงิดง่าย อารมณ์ร้อน เห็นอะไรขัดใจก็จะรำคาณไปหมด นอกจากนี้อาจจะมีการปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นในบางรายเพราะมดลูกเริ่มขยายตัว และอุณหภูมิของร่างกายจะเริ่มมีความสูงขึ้นอีกด้วย

อาการคนท้อง เดือนที่ 3 ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ทารกเริ่มจะมีอวัยวะมากขึ้นระดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้นแน่นอนว่ามดลูกของคุณแม่จะต้องมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะเหมือนมีคนๆหนึ่งที่สมบูรณ์แล้วมาอยู่ในมดลูกของเรา คุณแม่จะเริ่มมีหุ่นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสังเกตได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นพุงที่เพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย สะโพกมีการขยาย เต้านมมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้น รวมทั้งอวัยวะส่วนอื่นๆก็ขยายหมด การทานอาหารจะเปลี่ยนไปจากเดือนที่2จากที่เหม็นอาหาร จะกลายเป็นอยากอาการเพิ่มมากขึ้น แถมอยากมากกว่าคนปกติอีกด้วย

อาการคนท้องเดือนที่ 4 เดือนนี้หน้าท้องจะขยายเพิ่มมากขึ้นตามขนาดของตัวลูกท่านอีก  บุตรจะมีการได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจคุณแม่ ส่วนตัวแม่จะมีอารมณ์ที่ฉุนเฉียวมากขึ้นไปกว่าเดิม ฉะนั้นคุณพ่อหรือคนรอบข้างจะต้องมีความเข้าใจและเอาใจใส่เป็นอย่างดี อาการคลื่นไส้เริ่มกลับมา แต่กลับทานอาหารได้มากขึ้นกว่าเดิม มีอาการหิวหลายครั้ง ซึ่งทำให้กินเก่งมากขึ้นเข้าไปอีก และจุดสังเกตสำคัญก็คือ จะมีเส้นที่มีสีดำอาจขึ้นมาตรงกลางหน้าท้องได้

อาการคนท้อง เดือนที่ 5 ในเดือนนี้สามารถไปอัลตราซาวด์ได้แล้วว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายสำหรับบางราย ทารกจะเริ่มมีการขยับตัวนิดหน่อยจนคุณแม่อาจจะสัมผัสได้ ตัวผู้อุ้มท้องเองจะมีการหายใจที่ลำบากมากขึ้น ติดๆขัดๆ เพราะมดลูกมีการขยายตัวมากเกินไป และในบางคนจะเป็นตะคริวบ่อยขึ้นได้ ในเดือนนี้รอบเอวจะมีขยายใหญ่ขึ้นไปอีก แนะนำว่าควรใส่ชุดคุ้มท้องได้แล้วนะคะสำหรับคนที่ขยายมาก

อาการคนท้องเดือนที่ 6  เดือนนี้ประสาทสัมผัสเริ่มมีการรับรู้มากยิ่งขึ้น จะมีอาการเสียดชายโครงขึ้นมา มีอาการเจ็บปวดท้อง ซึ่งเป็นอาการปกติ จะต้องอดทนเอาหน่อยนะคะ และในเดือนนี้ในบางท่านอาจจะมีความเสี่ยงในการเป็นโลหิตจางได้ ฉะนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีบำรุงเลือดด้วยค่ะ

อาการคนท้อง เดือนที่ 7 เข้ามาถึงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์กันแล้ว ใกล้จะเห็นหน้าลูกน้อยกันแล้ว ซึ่งทารกจะเริ่มลืมตา อ้าปากได้แล้วค่ะ ในเดือนนี้คุณแม่อาจจะใช้ชีวิตลำบากหน่อยเนื่องจากท้องเริ่มแก่แล้ว น้ำหนักตัวก็เพิ่มสูงขึ้นมาก อาจจะลุกเดินได้ลำบาก ปวดเมื่อยไปหมด ด้วยความอึดอัดอาจจะทำให้นอนหลับได้ยากขึ้นด้วย การปัสสาวะก็จะมีความถี่ของการปวดเพิ่มขึ้นมาอีกเลเวลหนึ่ง ทำให้เวลาไปไหนมาไหนก็มีความลำบากในการเข้าห้องน้ำนิดหน่อย

อาการคนท้องเดือนที่ 8  ใกล้คลอดเต็มที่แล้วค่ะ เป็นเดือนที่คุณแม่จะต้องทนเพราะจะทำอะไรก็เชื่องช้าไปสะทุกอย่าง จะเคลื่อนไหวหยิบจับอะไรทีก็ทำได้ยากมาก แนะนำเลยว่าให้คุณสามีทำแทน หรือจะต้องมีคนช่วยดูแลจะดีกว่าค่ะ ด้วยความที่น้ำหนักมาก ซึ่งจะส่งผลให้เท้าบวมเปร่งขึ้น ในเรื่องของนมก็จะมีหัวน้ำนมไหลออกมาเล็กน้อย ถือเป็นการเตรียมพร้อมของอวัยวะในก่อนเวลาคลอดออกมา

อาการคนท้อง เดือนที่ 9 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์แล้ว ใกล้ถึงเวลาได้พบกับหน้าบุตร ในเดือนนี้คุณแม่จะต้องหยุดทำทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ควรเตรียมตัวคลอดอย่างเต็มที่ จะต้องทำการพบแพทย์ทุกสัปดาห์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็จะต้องสังเกตอาการเตรียมคลอดตลอดเวลา เพราะลูกของท่านอาจจะออกมาวันไหนก็ได้ ให้สังเกตอาการ เช่น รู้สึกหนักกระเพาะมาก ถุงน้ำคร่ำแตก เจ็บครรภ์พร้อมคลอด เป็นต้น

และนี่ก็คือ อาการคนท้องแต่ละเดือน ซึ่งเห็นหรือไม่คะว่าการเป็นแม่นั้นจะต้องมีความอดทนมากเพียงไหนฉะนั้นเพื่อลูกที่รักของท่านได้ออกมาลืมตาดูโลกอันสดใส เชื่อว่าสัญชาตญาณของคุณแม่ทุกคนทำได้ หากใครที่กำลังสงสัยว่าตนเองกำลังจะมีบุตรสุดน่ารักแล้วละก็สามารถสังเกตอาการของตนเองกันได้เลยค่ะ

วิธีใช้ที่ตรวจครรภ์ แบบต่างๆ แบบสั้นๆ เข้าใจง่าย

วิธีใช้ที่ตรวจครรภ์ แบบต่างๆ แบบสั้นๆ เข้าใจง่าย

วิธีใช้ที่ตรวจครรภ์

ขั้นตอน วิธีใช้ที่ตรวจครรภ์ สำหรับมือใหม่ การตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนที่กำลังจะเป็นคุณแม่มือใหม่แต่อาจจะเป็นเรื่องร้ายสำหรับผู้ที่ไม่พร้อมจะมีบุตรด้วยเหตุผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัย หรือฐานะทางการเงินก็ตาม แต่ถึงอย่างไรการมีเพศสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่สามารถห้ามกันได้ การป้องกันอาจจะช่วยลดการเกิดการตั้งภรรค์ได้ แต่ก็ไม่ 100 เปอร์เซนต์ แต่ถ้าหากไม่ป้องกันแล้วละก็ย่อมมีโอกาสสูง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังสงสัยว่าตนเองกำลังตั้งท้องอยู่หรือไม่นั้นแล้วไม่อยากไปหาคุณหมอในทันที ก็สามารถใช้ตัวช่วยพิเศษอย่างที่ตรวจครรภ์ที่มีวิธีใช้งานไม่ยุ่งยาก

ที่ตรวจครรภ์คืออุปกรณ์ที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้ในการทดสอบการตั้งครรภ์เบื้องต้น ซึ่งในปัจจุบันมีการผลิตออกมาหลายรูปแบบและมีความแม่นยำค่อนข้างที่จะสูง สำหรับวิธีใช้ที่ตรวจครรภ์นั้นก็ไม่ยาก ผู้เขียนจะขออธิบายทีละขั้นตอนให้สาวๆทุกคนได้เข้าใจและใช้งานตามกันอย่างง่ายค่ะ

  1. หากสาวๆท่านใดกำลังรู้สึกว่าตนเองอาจจะตั้งครรภ์นั้น โดยสังเกตได้จากประจำเดือนขาดไป 7 วันขึ้นไป สำหรับบุคคลที่ประจำเดือนมาปกติ แต่หากประจำเดือนใครมาไม่ปกติก็อาจจะรอให้ถึงวันที่ขาดถึง 14 วันแล้วก็ได้จึงค่อยสงสัยว่าตนเองนั้นมีโอกาสตั้งท้อง หากสงสัยแล้วก็ออกไปซื้อที่ตรวจครรภ์มาได้เลยค่ะ
  2. หลังจากที่เราซื้อมาแล้ว ก็ต้องอ่านคู่มือการใช้และคำแนะนำอย่างละเอียด และจะต้องปฏิตามทุกขั้นตอนเพราะหากผิดพลาดเพียงนิดเดียวผลก็อาจจะผิดตามมาด้วย
  3. หลังจากอ่านวิธีการ คู่มืออย่างละเอียดแล้วก็มาเริ่มทดสอบกันได้เลยค่ะ โดยวิธีการทดสอบนั้นก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละแบบ โดยชุดที่ตรวจครรภ์นี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ
    3.1 รูปแบบตลับหรือเรียกอีกอย่างว่าแบบหยดโดยแบบนี้จะมีราคาที่ไม่ถูกและไม่แพงมากอยู่ที่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป โดยแบบนี้จะมีอุปกรณ์มาให้หลักๆทั้งหมด3ชิ้นคือ ถ้วยรองปัสสาวะ สำหรับให้ปัสสาวะใส่ , แท่นทดสอบผลตั้งครรภ์ที่จะแสดงผลผ่านขีด และหลอดที่ดูดและหยดปัสสาวะลงแท่นทดสอบ เมื่อเห็นอุปกรณ์ให้ทำความเข้าใจว่ามันใช้ทำอะไรบ้าง จากนั้นให้เริ่มจากการปัสสวะลองถ้วยที่ให้มาก่อน จากนั้นให้นำหลอดดูดขึ้นมาและหยอดลงไปบนช่องรูกลมๆเล็กบนแท่นทดสอบประมาณ 3-4 หยอดเท่านั้น จากนั้นให้ทำการรอประมาณไม่เกิน5นาที ผลของแผ่นทดสอบก็จะขึ้น
    3.2 รูปแบบแถบจุ่มแบบนี้จะเหมาะกับคนที่มีงบประมาณน้อย เพราะมีราคาที่ถูก โดยอุปกรณ์ที่ให้มาก็จะมีเพียง2ชิ้นเท่านั้นคือแผ่นทดสอบที่จะแสดงผลและถ้วยตวง แต่ในบางยี่ห้ออาจะไม่มีการให้ถ้วยตวงมาด้วย ฉะนั้นหากไม่มีมาให้ก็ให้นำถ้วยที่บ้านของท่านมารองปัสสาวะได้เลยค่ะ วิธีการทดสอบก็คือ นำแผ่นด้านที่มีรูปลูกศรชี้ลง จุ่มลงไปในปัสสาวะในถ้วย โดยจุ่มลงไปเพียงแค่ขีดลูกศรเท่านั้น อย่าจุ่มเลยขีดลูกศรไป เพราะจะทำให้แผ่นทำงานผิดพลาดแน่นอน เมื่อจุ่มเสร็จแล้วให้ท่านทำการถือไว้โดยวางไว้ในรูปแบบแนวนอนและรอการอ่านผลในระยะเวลาเท่ากับแบบตลับ
    3.3 รูปแบบแบบผ่าน รูปแบบนี้มีราคาค่อนข้างสูงที่สุด แต่ว่าใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากที่สุด เพราะมีอุปกรณ์เพียงชิ้นเดียว ไม่ต้องเรียงอุปกรณ์ต่างๆให้ยุ่งยาก ซึ่งแบบมีจะมีลักษณะเป็นแบบแท่งที่มาพร้อมฝาปิด เพียงแค่ท่านเปิดฝาแล้วทำการปัสสาวะใส่ได้เลย จากนั้นให้ถือในแนวราบเพื่อรอผลการทดสอบปรากฎขึ้นให้เห็นได้เลย
    สำหรับผลที่จะแสดงขึ้นบนแถบทดสอบทั้ง3นี้ จะมีค่าของผลที่เหมือนกัน คือแยกออกเป็น 2 ผลลัพธ์
    ผลลัพธ์ที่ 1 (1 ขีด) และผลลัพธ์ที่ 2 (2 ขีด) ซึ่งหากขึ้นแบบที่ 1 แปลว่าคุณนั้นไม่ได้ตั้งครรภ์ หากขึ้นแบบที่ 2 คือ คุณนั้นตั้งครรภ์
  4. เมื่อทำการทดสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ท่านนั้นนำอุปกรณ์ไปทิ้งให้เรียบร้อย เป็นอันจบการใช้ที่ตรวจครรภ์

ข้อควรระวังในการใช้ ที่ตรวจครรภ์

  1. อย่างแรกที่จะต้องทราบเลยก็คือ ที่ตรวจครรภ์ในบางครั้งก็มีการให้ผลที่ไม่แน่นอนหรือผิดพลาดได้ อันเนื่องมาจากสินค้าไม่ได้คุณภาพ หรือคุณใช้ผิดวิธี หรือในบางครั้งอาจจะขึ้นเป็นขีดจางๆอันเนื่องมาจากความผิดปกติในร่างกายของคุณ ฉะนั้นหากคิดว่าน่าจะเกิดข้อผิดพลาดก็ควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาให้มั่นใจอีกครั้งหนึ่งค่ะ
  2. ความวิตกกังวล ความเครียดอันเนื่องมาจากการท้องไม่พร้อมของใครหลายคนก็อาจจะส่งผลให้ประจำเดือนเลื่อนไปนานกว่าเดิม และไม่มีช้ากว่าเดิม ฉะนั้นคุณควรจะตั้งสติและไม่เครียดจนกว่าประจำเดือนจะหายไปนานจนน่าสงสัยจริงๆค่ะ
  3. เวลาในการตรวจควรตรวจในตอนเช้าจะได้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างแม่นยำมากที่สุด
  4. ไม่ควรเก็บที่ตั้งครรภ์ไว้ในที่ที่มีอุณหภมิสูง ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจะดีมาก
  5. การซื้อควรเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น ร้านขายยาที่มีใบอนุญาตหรือโรงพยาบาลเท่านั้น
  6. หากตรวจแล้วไม่พบว่าตั้งครรภ์ แต่มีอาการอื่นที่บ่งบอกชัดเจนว่าอาจจะตั้งได้ เช่น อาเจียร มึนศีรษะ ก็ให้ท่านทำการทดสอบอีกครั้ง โดยควรเว้นระยะจากครั้งแรกที่ทำการตรวจไปแล้ว2-3วันก่อน หรือท่านอาจจะไปพบแพทย์เพื่อให้แน่ใจในผลลัพธ์เลยก็ได้

และนี่ก็คือเรื่องราวของวิธีใช้ที่ตรวจครรภ์และข้อแนะนำต่างๆค่ะ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวผู้หญิงแบบเราทุกคนนะคะ เพราะฉะนั้นหากประจำเดือนไม่มานานตามวันที่ได้กล่าวไปแล้วละก็ รีบไปซื้อที่ตรวจครรภ์มาทดสอบกันได้เลยค่ะ

7 ข้อ อาการคนท้อง1เดือน เป็นอย่างไรบ้าง

7 ข้อ อาการคนท้อง1เดือน เป็นอย่างไรบ้าง

อาการคนท้อง1เดือน

โดยปกติเมื่อเข้าสู่ช่วยตั้งครรภ์ พื้นฐานสุดๆที่ใช้สังเกตกันก็คือประจำเดือนไม่มาตามกำหนด แต่หากสังเกตเพียงแค่นี้ก็ไม่อาจยืนยันได้ชัดเจนว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ก็ควรดูอาการอื่นๆประกอบไปด้วย แต่ อาการคนท้อง1เดือน อาการต่างๆนั้นจะแสดงออกมาหลังผ่านสัปดาห์ที่ 3 จึงจะเริ่มมีอาการให้เห็น

อาการคนท้อง1เดือน มีอะไรบ้าง

1. ประจำเดือนไม่มาตามกำหนด : ดังที่กล่าวไปอาการนี้เป็นอาการแรกที่เราใช้สังเกตตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะฟันธงได้เลยว่าเป็นการตั้งครรภ์จรืงหรือไม่
2. ปัสสาวะบ่อยขึ้น : ลองสังเกตตนเองดูค่ะว่าปกติช่วงกลางดึกเข้าห้องน้ำกี่รอบ แล้วช่วงหลังจากขาดประจำเดือนเข้าห้องน้ำกี่รอบ หรือบางทีอาจต้องดูที่ปริมาณ เพราะในบางคนมีความกังวลเรื่องตั้งครรภ์ทำให้นอนไม่ค่อยหลับและตื่นมาเข้าห้องน้ำได้บ่อย ถ้ารวมๆแล้วปริมาณเท่าเดิมก็ลองคลายความกังวลลงแล้วลองสังเกตดูใหม่
3. ความต้องการทางเพศเปลี่ยนแปลงไป : ด้วยฮอร์โมนที่มากขึ้นในเดือนแรก บางคนอาจมีอาการทางเพศเพิ่มมากขึ้นจากปกติ หรืออาจน้อยลงกว่าปกติก็ได้ทั้งสองแบบ ก็เป็นข้อหนึ่งที่ใช้สังเกตได้เช่นกัน
4. อยากกินอาหารที่ไม่ค่อยได้กิน : ด้วยฮอร์โมนอีกเช่นกัน ทำให้การรับรสชาติเปลี่ยนไป อยากกินอาหารที่แปลกๆหรือรสชาติเปรี้ยว ทั้งที่ปกติไม่ได้เป็นคนที่ชอบกิน แต่กลับอยากกินมากๆใช่ช่วงนี้
5. ไวต่อกลิ่นต่างๆมากขึ้น : ทั้งที่ปกติก็ได้กลิ่นต่างๆในทุกวันจนเคยชิน แต่ช่วงนี้กลับจะเหม็นไปซะได้ โดยเฉพาะคนใกล้ตัวอาจทำให้เหม็นเป็นพิเศษ บางรายอาจเหม็นจนถึงขั้นอาเจียรได้เลย
6. ความเมื่อยล้า : บางครั้งจะรู้สึกว่ามีแรงน้อยลง จะทำอะไรก็เหนื่อยไวขึ้น เพราะร่ายกายต้องนำพลังงานไปใช้ในการพัฒนาสิ่งต่างๆในครรภ์นั่นเอง จึงควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก
7. แพ้ท้อง : อาการนี้ส่วนมากเกิดขึ้นจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและ โพรเจสเทอโรน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน สามารถเกิดอาการได้ตลอดทั้งวัน ซึ้งจะเกิดกับว่าที่คุณแม่ประมาณ 50% เท่านั้นที่จะมีอาการนี้

อาการคนท้อง1เดือน ทั้ง 7 ข้อที่กล่าวมาเป็นอาการเบื้องต้นสำหรับสังเกต แต่จริงๆแล้วอาการที่กล่าวมาทั้งหมดก็สามารถเกิดจากสาเหตุอื่นๆได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากต้องการความชัดเจน ก็ขอแนะนำว่าลองซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจไปเลย เพื่อความชัดเจนและจะลดความกังวลทั้งหมดไปได้ เพราะว่าที่คุณแม่บางรายร่างกายแข็งแรงมากๆ ก็อาจไม่มีอาการใดๆเลยก็เป็นได้ จึงทำให้ไม่มีวิธีสังเกตที่ชัดเจนไปกว่าการซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ ในปัจจุบันก็หาซื้อออนไลน์ได้ง่าย ไม่ต้องเขิลอายไปซื้อตามร้านค้าและยิ่งรู้ผลเร็ว ก็จะลดความกังวัลได้เร็ว มีเวลาวางแผนรับมือสถานการณ์ต่างๆมากขึ้นด้วย

10 อาการคนท้อง วิธีสังเกตว่าท้องหรือไม่อย่างไร

แน่นอนว่าหลายสาวๆหลายคนที่ ประจำเดือนไม่มา ก็มักสงสัยว่าตนเองนั้นตั้งครรภ์หรือไม่ จริงๆสัญญาณที่บ่งบอก อาการคนท้อง พร้อม วิธีสังเกตว่าท้องหรือไม่ ไม่ได้มีแค่อาการคลื่นไส้อาเจียนเท่านั้น ซึ่งในระยะแรกว่าที่คุณแม่แต่ละคนจะมีอาการไม่เหมือนกัน บางคนแพ้ท้องมาก บางคนแพ้ท้องเพียงเล็กน้อยหรืออาจไม่แพ้เลยก็ได้ในบางคน เราจึงรวบรวมอาการต่างๆที่คนท้องหลายๆคนมีอาการมาให้ว่าที่คุณแม่สังเกตกันดูว่า อาการไหนที่เหมือนหรือไม่เหมือนกับคุณบ้าง เพื่อที่จะบ่งบอกเบื้องต้นได้ว่าคุณตั้งครรภ์แล้วหรือยัง เรามาดูกัน

รวบรวม 10 วิธีสังเกตว่าท้องหรือไม่ และ อาการของคนท้อง เป็นอย่างไร

1. ประจำเดือนไม่มา
ประจำเดือนขาด ถือเป็นอาการแรกที่จะทำให้นึกถึงการตั้งครรภ์ขึ้นมาทันที ยิ่งถ้าหากประจำเดือนมาช้าเกิน 7 วันแล้วหละก็ ควรลองหาที่ตรวจครรภ์มาตรวจได้แล้ว

2. คลื่นไส้ อาเจียน
ถือเป็น อาการคนท้อง ที่พบเจอได้บ่อยมากๆ เพราะพบเจอในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เป็นจำนวนไม่น้อยเลย อาการนี้มักเกิดขึ้นหลังจากตัวอ่อนปฎิสมธิกับไข่ประมาณ 1 เดือนและลดลงหายไป แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะว่าที่คุณแม่หลายคนก็แพ้ท้องเร็วกว่านั้น บางคนก็แพ้ท้องนานกว่านั้น นานไปจนถึงก่อนคลอดเลยก็ยังมี ก็ถือว่าเป็นอาการที่บอกได้ค่อนข้างชัดเจนในระดับหนึ่งเลย

3. เหม็นไปทุกอย่าง
อาการเหม็นนี้เกิดจาก ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีเพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่กำลังท้องกลายเป็นคนจมูกไว ไม่ว่าจะได้กลิ่นอะไรก็จะเหม็นไปซะทุกอย่าง เหม็นจนทำให้อยากอาจาร ทั้งที่ปกติก็ได้กลิ่น แต่ไม่ได้รู้สึกเหม็นใดๆ ต่อให้เป็นของโปรดสุดๆก็ตาม

4. เจ็บหน้าอบหรือคัดเต้านม
เมื่อว่าที่คุณแม่ใส่ชุดชั้นในตัวโปรดที่เคยใส่ประจำ แต่กลับรู้สึกมีอาการเจ็บตึงคัด คล้าบกับช่วงที่จะมีรอบเดือน แต่กลับไม่หายไป แต่เต้านมจะมีขนาดใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อยจนสังเกตเห็นได้ รู้สึกหนักขึ้นและบริเวณรอบๆหัวนมมีสีคล้ำขึ้นด้วย ผิวบริเวณเต้านมก็บางลงจำเห็นเส้นเลือดขึ้นชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ควรหาชุดชั้นในตัวใหม่ที่ใส่สบายมากยิ่งขึ้น

5. ปัสสาวะบ่อย
หากอยู่ดีๆว่าที่คุณแม่ก็นอนไม่หลับทั้งคืน เนื่องจากต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ เพราะในระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่จะสร้างของเหลวในร่างกายมากขึ้นกว่าปกติและมีเลือดในระบบไหลเวียนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในระยะแรกกระเพาะปัสสาวะของคุณแม่จึงทำงานหนักขึ้นได้

6. อารมณ์เปลี่ยนแปลง
ในบางทีที่ใครทำอะไรไม่ถูกใจ แม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้คุณไม่พอใจอย่างมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นเกิดจากระดับฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ร่างกายของว่าที่คุณแม่จึงพยายามปรับตัวเพื่อหาความสมดุล แต่ถ้าผ่านช่วงนี้ไปแล้ว อารมณ์ของคุณแม่ก็เข้าสู่ภาวะปกติได้เอง

7. เวียนศีรษะหรือเป็นลม
อาการนี้เป็นอาการที่พบได้บ่อยเช่นกัน ในคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงหรือความดันโลหิตลดลงก็จะทำให้มีอาการหน้ามืดหรือวิงเวียนได้ แต่ก็แก้ได้ไม่ยากเพียงคุณดื่มน้ำและรับประทานอาหารให้ได้มากพอ อาการเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

8. มีเลือดออก
การมีเลือดออกกระปริบกระปรอบเล็กน้อยในระยะแรกของการตั้งท้อง โดยต้องไม่มีอาการปวดเกร็งร่วมด้วย เป็นช่วงที่ตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก เลือดที่ไหลออกมาจะมีสีแดงหรือชมพู มักเป็นเลือดจาก แต่อาการจะหายไปเองใน 1-2 วัน แต่หากมีอาการปวดร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์ทันที

9. ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง
ว่าที่คุณแม่อาจอยากอาหารเปรี้ยวมากๆ แต่ขณะที่กลิ่นปลามักทำให้คลื่นไส้ ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดไม่ทันได้ตั้งตัว อาการนี้บอกได้ว่าคุณอาจกำลังตั้งครรภ์อยู่

10. ท้องป่อง
อย่าเพิ่งตกใจ คุณยังไม่ท้องกลมตั้งแต่ในช่วงแรกแน่นอน หน้าท้องที่แบนราบของคุณแค่ป่องออกมาเล็กน้อยเท่านั้น คุณจะรู้สึกแค่เพียงกางเกงตัวเก่งของคุณคับมากขึ้น เพราะก๊าซในกระเพาะของคุณมีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม วิธีสังเกตว่าท้องหรือไม่ ยังมีอาการอีกมากมายที่พบได้อีกหลายแบบ หากต้องการความชัดเจนทางที่ดีควรใช้ที่ตรวจครรภ์ตรวจดูเพื่อความชัดเจนและถูกต้อง หากใครไม่กล้าเข้าไปซื้อในร้านใกล้บ้าน สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ ร้านที่ส่งของให้จะไม่มีการระบุสินค้าที่อยู่ภายใน เพื่อไม่ให้ใครทราบได้แน่นอน เพียงเท่านี้ก็สามารถรู้ผลได้แบบชัดเจน

ประจําเดือนไม่มากี่วันถึงท้อง ??

ประจําเดือนไม่มากี่วันถึงท้อง วันนี้เรามีคำตอบแบบกระชับ ชัดเจน

ประจําเดือนไม่มากี่วันถึงท้อง

ประจําเดือนไม่มากี่วันถึงท้อง เป็นคำถามที่ตอบได้ไม่ยากเลย

ตอบแบบสั้นๆคือ 7 วันมีโอกาศตั้งครรภ์และใช้ที่ตรวจได้ 7-10 วันหลังจากวันที่ประจำเดือนไม่มาตามกำหนด
หากถามว่า ประจําเดือนไม่มากี่วันถึงท้อง ตามหลักการแพทย์แล้วหากประจำเดือนไม่มาตามกำหนด 7 วันขึ้นไป ก็ถือว่ามีโอกาศที่จะตั้งครรภ์ได้ แต่สาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนไม่มานั้นก็ยังมีอีกมากมาย เพราะฉะนั้นก็ดูเพียงว่าประจำเดือนไม่มาแล้วจะสรุปว่าตั้งครรภ์ก็คงเร็วเกินไป ทางที่ดีควรหาซื้อ ที่ตรวจครรภ์ มาตรวจให้ชัดเจนไปเลย ซื้อในสมัยนี้ก็หาซื้อทางออนไลน์ได้ไม่ยาก

สรุปสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ ประจำเดือนไม่มา

หลายๆคนชอบถามว่า ประจำเดือนไม่มากี่วันถึงท้อง แต่อย่าลืมว่าสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนไม่มานั้นยังมีอีกหลายอย่าง เช่น
1. เกิดจากการทานยาคุมกำเนิน เป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ประจำเดือนมาช้าได้บ้าง
2. อาจเกิดจากช่วงเวลาที่ประจำเดือนจะมา แต่มีอาการเจ็บป่วยไม่สบายเกิดขึ้น ทำให้ต้องทานยาบางประเภทเข้าไป ซึ่งยาบางประเภทก็มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ตรงเวลาได้เช่นกัน
3. ช่วยเวลาที่มีความเครียดเข้ามาในชีวิต โดยถือเป็นอีกสาเหตุหลักอีกสาเหตุนึงเลยที่ทำให้ เมนไม่มา ได้ ด้วยชีวิตที่วุ่นวาย ทำให้ความเครียดเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยมากที่สุดเลยทีเดียว ยิ่งหากเป็นคนที่เพิ่งมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกันแล้ว ความเครียดจะส่งผลโดยตรงให้ประจำเดือนไม่มาทันที ทั้งๆที่อาจจะตั้งครรภ์หรือไม่ก็ได้ โดยบางครั้งจะมีอาการตกขาวร่วมอยู่ด้วย และหากเครียดมาจนนอนไม่หลับ ก็จะยิ่งทำให้ประจำเดือนมาช้าไปอีก
4. เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของ ต่อมไทรอยด์ ซึ่งการใช้เคมีบำบัดในการรักษานั้น มีผลทำให้ เมนไม่มา ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายสาเหตุที่อาจพบได้ในบางคน ทางที่ดีก็ควรหาที่ตรวจครรภ์ไปตรวจดู ก็จะทำให้ทราบได้ทันทีว่าท้องหรือไม่ ถ้าจะให้ผลชัดเจนการไปหาแพทย์เฉพาะทางก็จะทำให้รู้ผลชัดเจนที่สุด หรือจะใช้ที่ตรวจครรภ์ 2-3 ยี่ห้อก็ยืนยันผลได้ถึง 99% เลยทีเดียว ทีนี้หากรู้ผลแล้ว ความกังวลหรือความเครียดก็จะหายไป หากไม่ได้ตั้งครรภ์ประจำเดือนก็จะมาเองตามปกติ

หากตรวจแล้วไม่ได้ตั้งครรภ์แต่ประจำเดือนก็ยังไม่มาและมั่นใจว่าไม่ได้มีความเครียดใดๆเข้ามา แต่ประจำเดือนก็ยังไม่มา แนะนำว่าให้พบแพทย์จะดีที่สุด